คนใช้รถต้องดูให้เป็น 6 สัญญาณไฟแ จ้ ง เ ตือน บนหน้าปัด

รถก็เหมือนคนรัก ไม่ใส่ใจ ดูแลไม่ดีก็พังไว ดูแลดีก็อยู่กับเรานาน บางคนใช้รถดี ถะนุถะนอม

บางคน ก็ใช้รถไม่ดูแลเลย รถก็เหมือนคู่ชีวิต มีรถคู่ใจไว้ใช้งาน ใช้งานไป ก็ต้องดูแลกันไป

ใครเป็นมือใหม่เพิ่งมีรถ หรือมีนานแล้ว แต่ไม่รู้ ก็รีบมาดูด่วนๆ จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลยครับ

สัญลักษณ์หรือสัญญาณไฟบนหน้าปัดต่างๆ มีการแบ่งประเภท และความร้ า ย แรงด้วยสี

ของสัญญาณ เ ตื อ น โดยแบ่งได้ 4 ประเภทดังนี้

1 สัญญาณ เ ตื อ น สีเขียว หมายถึง อุปกรณ์ที่กำลังใช้งานอยู่

2 สัญญาณ เ ตื อ น สีน้ำเงิน หมายถึง อุปกรณ์ที่กำลังใช้งานอยู่ แต่ไม่ใช่ค่าตั้งต้นจากโรงงาน (เช่น การเปิดไฟสูง)

3 สัญญาณ เ ตื อ น สีเหลือง หมายถึง การ เ ตื อ น ให้ตรวจสอบ แต่ยังสามารถใช้งานได้อยู่

4 สัญญาณ เ ตื อ น สีแดง หมายถึง ให้ตรวจสอบโดยทันที หรือหยุดใช้งานเพื่อความปลอดภัย

นอกจากเข็มไมล์แล้ว ยังมีสัญลักษณ์อีก ม า ก ม า ย ที่ โ ช ว์ อยู่บนแผงหน้าปัดหน้ารถ เคยสงสัยหรือไม่ว่า

แต่ละอันมันบอกอะไร หรือหมายถึงอะไรกันแน่ เรามาทำความรู้จักสัญลักษณ์บนแผงหน้าปัดที่ช่วย

เ ตื อ น ว่า รถของคุณน่าจะมีปัญหากันดีกว่า

1 ไฟกาน้ำมันเครื่อง

ปกติไฟนี้จะขึ้นมาตอนที่เราสตาร์ทรถ แล้วดับไป แต่ถ้าเครื่องยนต์ติดแล้ว แต่ไฟนี้ยังคงขึ้นอยู่

คุณควรดับเครื่องยนต์ทันที หรือ ถ้าหากไฟนี้ขึ้นระหว่างขับรถ ให้ตรวจเช็คอุณหภูมิของรถว่า

ขึ้นสูงหรือไม่ หากปกติ หรือสูงขึ้นนิดหน่อย คุณยังพอมีเวลาน้ำรถเข้าข้างทางแล้วดับเครื่อง

จากนั้นให้เช็คว่าระดับน้ำมันเครื่องอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ โดยดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องขึ้น

มาดูว่าระดับน้ำมันถึงขีดที่อยู่บนก้านหรือไม่ ซึ่งที่ก้านจะมีสองขีด ได้แก่ ขีดเกณฑ์ระดับน้ำมัน

เวลาเครื่องไม่ร้อน และขีดเกณฑ์ระดับน้ำมันเวลาเครื่องร้อน หากระดับน้ำมันเครื่องพร่องไป

คุณสามารถเติมเองได้ แต่ก็ควรตรวจเช็คเพิ่มเติมว่ามีปัญหาอื่นอีกหรือไม่ เช่น น้ำมันเครื่องเสีย

แต่ถ้าไม่มีน้ำมันเครื่องเลย แสดงว่า อาจมีรอยรั่ว ให้ลองตรวจหาร อ ย รั่ ว

ถ้าหากหาไม่เจอก็อาจเกิดจากประเก็นฝาสูบแตก ทำให้น้ำมันเครื่องรั่ ว เข้าห้อง เ ผ า ไ ห ม้

จะทำให้ควันปลายท่อเป็นสีขาว หรือ อ า จ รั่ ว เข้าระบบระบายความร้อน กรณีนี้ต้องให้เครื่องเย็นก่อน

จึงจะเปิดหม้อน้ำเพื่อตรวจดูสีของน้ำ หากเป็นสีกาแฟขุ่น แสดงว่ามีน้ำมันเครื่องรั่วเข้าระบบระบายความร้อน

2 ไฟเครื่องระยนต์

ถ้าไฟหน้าตาแบบนี้ขึ้นมา แสดงว่า เครื่องยนต์มีปัญหา ให้ลองเช็คเข็มบอกอุณหภูมิของเครื่องยนต์ว่า

สูงไหม ถ้าไม่สูงก็สามารถขับต่อได้ แต่ควรจะขับอยู่ที่ 1,500-2,000 รอบต่อนาที แล้วเข้าศูนย์หรืออู่

เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง เนื่องจากไฟ เ ตื อ น นี้ไม่ได้บอกว่า ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นนั้นหนักแค่ไหน

ถ้าหากว่าเป็นปัญหาใหญ่แล้วคุณยังคงขับต่อไป นั่นอาจทำให้ส่วนอื่นๆ เสียหายตามไปด้วย

3 ไฟเบรกมือ

ไฟนี้จะขึ้นเมื่อเราดึงเบรกมือ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราไม่ได้ดึงเบรกมือแต่ไฟนี้สว่างขึ้นมา

แสดงว่าระดับน้ำมันเบรกต่ำ อีกกรณีคือ เวลาที่เราเลี้ยวรถแรงๆ ไฟนี้ก็อาจกระพริบขึ้นมาได้

เพราะระบบช่วยทรงตัวของรถกำลังทำงาน พอรถทรงตัวได้แล้ว ไฟนี้ก็จะหยุดกระพริบ

แต่ถ้าไม่หยุด ก ร ะ พ ริ บ ก็ควรนำรถไปเช็คการทรงตัว

4 ไฟแบตเตอรี่

ปกติไฟแบตเตอรี่จะติดเวลาสตาร์ทรถแล้วดับไปเมื่อเครื่องยนต์ติดแล้ว แต่ถ้าตอนสตาร์ทไฟนี้ไม่ขึ้น

แต่ขึ้นหลังจากที่เครื่องยนต์ติดแล้ว หรือระหว่างขับรถ นั่นแสดงว่าแบตเตอรี่ของคุณเก็บไฟไม่ได้

ซึ่งอาจเกิดจากแบตเตอรี่เ สื่ อ ม ไดชาร์ทหย่อน ขาด เ สื่ อ ม สภาพ หรือห ม ด อ า ยุ

เมื่อไฟ เ ตื อ น นี้สว่างขึ้น ให้คุณปิดวิทยุ แอร์ และระบบไฟฟ้าอื่นๆ เพื่อให้แบตเตอรี่ยังพอมีไฟฟ้าอยู่

แล้วหาศูนย์ หรืออู่ที่ใกล้ที่สุด หากไม่มีก็ควรนำรถจอดเข้าข้างทางโดยเร็ว เพราะไม่นาน

รถก็จะดับเนื่องจากไม่มีไฟฟ้าเลี้ยงระบบ

5 ไฟ ABS

ไฟนี้ก็เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่ติดตอนก่อนที่เราจะสตาร์ทรถ และอาจจะกระพริบระหว่างขับ

ถ้าหากเราเบรครถแรงๆ เพื่อบอกให้เรารู้ว่าระบบเบรค ABS กำลังทำงานอยู่

แต่ถ้าไฟเอบีเอสนี้สว่างขึ้นมาทั้งๆ ที่ไม่ได้เบรกแรง แปลว่าระบบอาจจะมีปัญหา

แต่ก็ยังสามารถขับต่อไปได้ แต่ไม่ควรใช้ความเร็ว และให้ลองตรวจเช็คจากคู่มืออีกที

เนื่องจากรถบางรุ่นอาจมีสัญลักษณ์ที่คล้ายกัน

6 ไฟ เ ตื อ น อุณหภูมิเครื่องยนต์

อีกไฟที่ต้อง ร ะ วั ง คือ ไฟนี้ เพราะเมื่อไหร่ที่ไฟนี้สว่างขึ้นมาแสดงว่าเครื่องยนต์มีอุณหภูมิที่สูงเกินไป

และอาจทำให้เกิดความเสียหายได้ ดังนั้น คุณควรนำรถจอดเข้าข้างทางทันที

รอให้อุณหภูมิรถยนต์เย็นลงแล้วค่อยตรวจเช็ค ร ะ บ บ ห ล่ อ เ ย็ น ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่จะมาจาก การอุดตัน

การรั่ว หรือระดับของน้ำย า หล่อเย็น แต่ถ้าคุณยังฝืนขับต่อหรือปล่อยให้อุณหภูมิสูงต่อไปเรื่อยๆ เครื่องจะดับ

และอาจทำให้ฝาสู บโ ก่ ง หรือเ สื้ อ สู บ บิ ด ร้ า วได้ แต่เพื่อความ ปลอดภั ย

คุณควรเช็คสภาพของรถอย่าง สม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนการขับรถระยะไกล และเมื่อเกิดปัญหา

ให้ตั้งสติ ใจเย็นๆ และพย าย ามนำรถเข้าข้างทางโดยเลือกจุดที่ปลอดภั ยเสมอ

 

ขอบคุณที่มาข้อมูล krustory