5 สิ่งบ่งบอก นิสัยคนใจแคบ มักจะมองว่า..ตนเองถูกเสมอ

ในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง มาร์ก ทเวน นั่งอยู่ตรงข้ามกับผู้หญิงคนหนึ่ง เขาพูดไปตามมารย าทว่า “วันนี้คุณสวยจริงๆ ครับ”

ผู้หญิงคนนั้นกลับไม่รับน้ำใจ ไม่แม้แต่..จะกล่าวคำว่าขอบคุณ เธอกลับตอบอย่างยโสว่า “เสียใจด้วยนะคะ ฉันไม่อาจชมว่า.. คุณหล่อ เหมือนที่คุณชมว่า ฉันสวยได้หรอก”

มาร์ก ทเวน พูดออกไปอย่ๅงสุภๅพว่า… “ไม่เป็นไรครับ แต่คุณควรฝืนใจ ฝึกพูดโกหกบ้างก็ได้นะครับ” ผู้หญิงคนนั้น เธอรู้สึกอับอายจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง

สิ่งนี้บอกเราว่า… เมื่อคุณโยนหินออกไปข้างหน้า คนที่จะสดุด มันล้มไม่เป็นท่าก็ คือ ตัวคุณนั่นเอง…

เรื่องที่ สอง…

วินัยขับรถชมวิวสวย ไปตามเนินเขา วนไปวนมา ในขณะที่เขากำลังชมทัศนียภาพที่อยู่รอบตัว รถกระบะคันหนึ่งวิ่งผ่านมา คนขับรถลดกระจกลง

และตะโกนใส่เขาว่า “คว า ย “

วินัยโมโหมาก จึงชะโงกหัวออกไป และตะโกนตอบว่า “ควายพ่ อ ง..!” พูดเสร็จ รถของเขาก็ช น ควายกลุ่มหนึ่ง ที่ขวางอยู่กลางถนน

สิ่งนี้สอนเราว่า… อย่าได้เข้าใจเจตนาดีของผู้อื่น ผิด เพราะ มันจะทำให้เราเองเสียหาย และทำให้ผู้อื่นเสี ยหน้า

เรื่องที่ 3…

ภรรย ากำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว และ สามีก็คอยกำกับอยู่ข้าง ๆ คุณเบาๆ หน่อย/ไ ฟแรงไป รีบพลิกปลาได้แล้ว/ตักออกมาสิ/น้ำมันเยอะไปนะ คีบเต้าหู้วางให้ตรงๆ สิ/ระ วั งหน่อยสิ!

ภรรย าทนไม่ไหว “นี่คุณ..ฉันทำกับข้าวเป็นนะ พูดอยู่ได้” “ที่รักผมรู้ว่า คุณทำเป็น..” ผู้เป็นสามีบอกออกไป

ผมเพียงอยากให้คุณรู้ว่า เวลาที่ผมขับรถ แล้วคุณก็คอยบอกให้ผมเบรก/ให้ผมเร็ว/ให้ผมแซง/ให้ผมระวัง หน่อยนะ ผมรู้สึกยังไง?

สิ่งที่เตือนใจเรา… การเรียนรู้ที่จะเข้าใจคนอื่นนั้น ไม่ใช่เรื่อยงย าก เพียงแค่ คุณยินดียืนอยู่ในจุดยืนของฝ่ายตรงข้ามก็ด้วย

เรื่องที่ 4…

“แกดูพี่พิมสิ อายุก็ปาเข้าไปจะ 40 ละ ยังไม่ได้เลื่อนตำแหน่งสักที” พลอย สาวพนักงานธนาคาร วัย 24 ปี เธอกำลังนินทาชาวบ้าน ให้เพื่อนสาวของเธอที่ชื่อว่า..สาลี่ฟัง

สาลี่ก็ฟัง แต่ก็ไม่พูดอะไรต่อ ในระหว่างที่กินข้าวกันนั้น.. ถ้านับไม่ผิด พลอย จะนินทาเรื่องชาวบ้านไปไม่ต่ำกว่า 10 คน ภายในเวลา 1 ชั่วโมง

นี่อาจจะเป็นความสามารถพิเศษของเธอ พอกินข้าวเสร็จขณะที่เดินกลับธนาคาร ก็แวะซื้อลูกชิ้นปิ้ง

พลอยก็พูดขึ้นมาว่า “สงสารคนที่ขายลูกชิ้นปิ้งหน้าธนาคารจริง ๆ ต้องขายวันละกี่ไม้วะ กว่าจะได้เงิน 100 นึงเนี่ย”

สาลี่ก็ฟังแต่ก็ไม่พูดอะไรต่อเหมือนเดิม พอไปถึงที่ทำงาน พลอยก็นินทาผู้จัดการอีกว่า..“คนอะไรเป็นถึงผู้จัดการ ไม่มีรถหรูขับเลยซักคัน ได้เงินมาก็เอาไปบริจ าควัด”

“สงสัยจะโด น หลวงพ่อ ล้ า ง ส ม อ ง”

สาลี่จึงหมดความอดทน จึงพูดออกมาว่า “ผู้จัดการคนนี้ เค้าโตมากับวัด บวชเรียนมาตั้งแต่เล็ก ๆ ที่เค้ามีโอกาสก้าวหน้าทุกวันนี้ ก็เพราะข้าวก้นบาตร”

อีกอย่างเรื่องพี่พิมนะ ที่พี่พิม เขาไม่เลื่อนตำแหน่ง.. เพราะเขาขอเจ้านายเอง

พี่แกไม่อยากรับผิ ด ชอบอะไรเยอะ และอีกอย่างพ่อแม่นางก็มีกินมีใช้อยู่แล้วไม่ได้เดือ ด ร้ อน อะไร อยากทำงานไปแบบชิว ๆ

ฉันว่านะ คนที่มีความทุกข์อ่ะ.. คือ แก แล้วคนอื่นที่แกพูดถึง เขาไม่ได้มานั่งคิดเรื่องคนอื่นแบบ แกเลย

มีแต่แกอ่ะ ที่ไปคิดเรื่องคนอื่น ทุกคนเขาอาจจะมีความสุขมากกว่าแกก็ได้นะ

สิ่งนี้บอกว่า.. อย่ าคิดแทนคนอื่น เพราะคนที่จะทุกข์ คือ ตัวเราเอง

เรื่องที่ 5…

บนรถเมล์สายหนึ่ง มีคุณป้าหิ้วตะกร้าผักเพื่อไปตลาดขึ้นรถมา เจ้าหนุ่มเห็น ป้าจึงรีบลุกให้นั่ง คุณป้ายิ้มแล้วถามว่า “ไอ้หนุ่มปีนี้อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ”

ชายหนุ่มตอบ “28 ครับผม”

คุณป้าว่า “28 แล้วยังต้องมายืนเบียดเสียดบนรถเมล์อีกหรือ ลูกสาวป้าอายุแค่ 22 ก็ซื้อรถเองแล้ว”

คุณป้าท่านนี้ แทนที่จะสำนึกบุญคุณที่เขาลุกให้นั่งแล้ว กล่าวคำขอบคุณ แต่เปล่าเลย.. กลับตั้งใจเ สี ย ด สี ว่า อายุ 28 แล้ว ยังไร้ความสามารถซื้อรถขับ

ลูกสาวฉัน! เก่งมาก อายุแค่ 22 ก็ซื้อรถขับได้แล้ว

โดยปกติคนที่อุตส่าห์มีน้ำใจ แต่กลับดูถูกแบบนี้ คงจะมีอารมณ์โ ก ร ธ แต่เขากลับยิ้ม และ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า

“ผมก็หาเงินซื้อมาได้คันหนึ่ง และก็ให้แม่ใช้ เพราะผมไม่อย ากเห็นแม่ผมลำบากขึ้นรถเมล์มาเบียดเสี ย ด กับคนบนรถเมล์ เพื่อไปตลาดหรอกครับ ท่านอายุมากแล้ว”

คนที่ เ สี ย หน้ากลับกลายเป็นคุณป้าเอง จากการตอบกลับอันสุดยอด ไหวพริบชั้นเซียน

สิ่งนี้สอนเราว่า… การมีลูกเก่ง นั้นเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจอยู่หรอก

เพราะ เป็นการแสดงถึงการอบรมสั่งสอนเลี้ยงดูมาด้วยดี แต่อย่ าได้เที่ยวเอาไปเปรียบเทียบ เพื่อดูแคลนผู้อื่น

การมีลูกหลานกตัญญู และเป็นคนดีนั้นมันน่าอิจฉากว่ากันเยอะ.