ตำนานเล่าเรื่อง “ม้าพันลี้” เรื่องนี้..เตือนสติในชีวิตคนเราดีมาก

คนเรานั้นอย่าหลงตัวเอง คิดว่าตัวเองเหนือกว่าใคร เลิกหลงทะนงตน เพราะเหนือฟ้ายังมีฟ้า อย่ าทำตัวเหมือนเป็นม้าพันลี้ เรื่องมีอยู่ว่า

ในดินแดนแสนไกล มีม้าอยู่ตัวหนึ่ง เป็นม้าหนุ่มที่มีร่างกายกำยำ แข็งแร ง ดูแหร่ง สง่างาม แล้วความสามารถของม้าตัวเนี่ย

เขาสามารถวิ่งได้ระยะทาง ถึงพันลี้เลยล่ะ แบบที่ขาไม่ต้องหยุดพัก

และไม่มีเหนื่อยสำหรับเขา เลยจึงทำให้เป็น ที่หมายปองของหลายๆคน ที่ต้องการจะเป็นเจ้า

แต่ทว่าม้าตัวนี้ ก็ไม่ยอมให้ใครขี่แม้แต่น้อย เพราะมันกำลัง รอผู้ที่เพียบพร้อมผู้ที่เหมาะสม ที่จะขี่มันอยู่

ในช่วงเวลาที่ม้า กำลังมองหาผู้ที่มันคิดว่าดี และเหมาะสมจะขี่ ก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาหาม้าตัวนี้ เพราะเขาต้องการจะขี่มัน

มี ‘พ่อค้ า’ ได้เข้ามาหาม้าและถามว่า “เจ้าอย ากจะไปกับข้าไหม ข้ามีอาหาร มีน้ำ ให้กินตลอด”

ม้าพันลี้ เขาก็ได้ส่ายหัว ไม่สนใจ ตอบกลับไปว่าม้าดีๆ แบบข้านั้นไม่ไปกับพ่อค้ าเพื่อส่งของหรอก

และต่อมา ‘ทหาร’ ได้เข้ามาหาม้า แล้วถามมันว่า “เจ้าอย ากจะไปกับข้าไหม เจ้าจะได้เป็นม้า คู่กายทหารเชียวนะ”

และม้าพันลี้ได้แต่ส่ายหัวเช่นเคย ตอบกลับไปว่าม้าดีๆ เช่นข้าทำไมข้าต้องไปรับใช้ทหาร ธรรมดา ๆ เยี่ยงเจ้าด้วยล่ะ”

จากนั้นก็มี ‘นายพราน’ ก็ได้เข้ามาหา แล้วถามมันว่า “เจ้าอย ากจะไปกับข้าไหม” ม้าพันลี้ส่ายหัวเช่นเคย

จากนั้นก็ตอบกลับไปว่าม้าดีๆ เช่นข้าทำไมต้องไปรับใช้ นายพรานเช่น

และไม่ว่าใครจะเข้ามาหา ม้าพันลี้ก็ไม่ตอบตกลง กับใครเลย แล้วเวลาก็ผ่านล่วงเลยไปหลายปี

ม้าพันลี้ตัวนี้ ก็ยังหาเจ้าของที่ถูกใจไม่ได้เลยจนเมื่อข่ าวความเก่งและความสามารถของม้าตัวนี้เข้าไปถึงในวัง

และไปถึงหู ของพระราช า ท่านจึงได้ออกรับสั่งให้ขุนนาง รีบไปตามหาม้าพันลี้ตัวนี้เลยตอนนั้น

เพื่อมาเป็นพาหนะ คู่กายของพระราช าจากนั้นขุนนางจึงออกเดินทางและได้ตามหาม้าพันลี้ ตัวนี้

ในที่สุดก็ได้เจอกัน และได้แนะนำตัวเองกับม้าพันลี้พอม้าพันลี้รู้ว่าคนที่มาหาตนเป็นถึงขุนนางชั้นสูง แล้วตนก็ จะได้ไปเป็นพาหนะคู่กายของ

‘พระราช า’ ก็ดีใจใหญ่เลย และตัดสินใจที่จะไป ‘กับขุนนาง’ เพราะม้าพันลี้นั้น มันได้เจอกับคนที่เหมาะสม

ที่จะขี่มัน แต่ก่อนที่จะได้กลับวัง ‘ขุนนาง’ จึงได้ถามม้าพันลี้ว่า เจ้านั้นเชี่ยวชาญเส้นทาง แถบนี้แค่ไหน

ม้าพันลี้ตอบว่าไม่เลยเพราะข้าไม่เคยเดินทาง ไปไหนนานมากแล้ว

และ ‘ขุนนาง’ จึงถามต่อว่า เจ้าเคยมีประสบการณ์ในการสู้ สมร ภู มิ รบบ้างหรือไม่

ม้าพันลี้ก็ได้ตอบไปว่า ไม่เลยเพราะข้า ไม่ยอมรับใช้ทหารธรรมดาๆ

จากนั้น ‘ขุนนาง’ ก็ถามต่อไปอีกว่า งั้นเจ้าเคยเข้าป่าหรือไม่ บางครั้งพระราช าก็ชอบไปล่ า สั ต ว์ นะ

ม้าพันลี้ตอบว่า ไม่เลยเพราะข้านั้นไม่ใช่ม้าธรรมดา ข้าไม่ไปให้นายพราน ใช้งานหรอกนะ ขุนนางมองม้าพันลี้

ด้วยความสงสัย ว่าเพราะอะไรทำไมม้า ตัวนี้ถึงมีชื่อเสียง ไปไกลถึงในวัง ทั้งที่ไม่มีความสามารถสักอย่าง

จากนั้น ‘ขุนนาง’ พูดกับม้าพันลี้ว่า หากเจ้าไม่เคยทำอะไรมาเลยนั้น ข้าจะเอาเจ้าไปใช้ประโยชน์อะไรได้ล่ะ

‘ม้าพันลี้’ บอกกับ ‘ขุนนาง’ ไปว่า ข้าวิ่งเวลากลางวันได้นะ วันละพันลี้ กลางคืนแปดร้อยลี้เลยนะ เมื่อขุนนางได้ยิน

ดังนั้น จึงพูดเปรยไปว่า เจ้าก็ลองวิ่งให้ข้าดูหน่อยสิ หากเจ้าวิ่งได้เร็วสมคำล่ำลือ ข้าจะพาเจ้ากลับวัง จากนั้นม้าพันลี้ จึงเริ่มออกวิ่งด้วยความมั่นใจ และดีใจ ที่จะได้โชว์ความสามารถ

แต่เมื่อเริ่มออกวิ่งไปได้ไม่นานนัก ม้าพันลี้ก็เริ่มเหนื่อย หมดแร ง ซะงั้น

‘ขุนนาง’ จึงพูดขึ้นว่า เมื่อก่อนตอนเจ้าหนุ่มๆ เจ้าคงจะเก่งมากจริงๆ ตามที่ใครเขาล่ำลือกันไว้ แต่มาตอนนี้เจ้าแก่แล้ว หากข้าเอาเจ้าไปคงใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้

ข้าว่าเจ้าคงไม่ใช่ม้า ที่ข้าตามมาหาแล้วล่ะ

เมื่อพูดจบขุนนางก็ ขึ้นควบม้าตัวเดิม

แล้วจากไป ทิ้งให้ม้าพันลี้ยืนหอบ อยู่ตรงนั้น

ข้อคิดของเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่าอย่ าหลง ทะนงตนว่าตนเก่งค้ำฟ้า เพราะคนเรามีนำหน้าก็ต้องมีถอยหลังกันอยู่แล้ว

ถ้าเราคิดว่าตัวเองเก่งและหยุดที่จะพัฒนาก็จะกลายเป็นคนที่ถอยหลังและคนอื่นจะแซงหน้าเราไปโดยที่เราไม่รู้ตัว

การมีความมั่นใจเป็นเรื่องที่ดีแต่อย่าถือตัว ทะนงตัว จนเกินไป เมื่อไหร่ที่คิดว่าตนเองเก่ง จนไม่เห็นใครอยู่ในสายตา

เมื่อนั้น ความห า ย น ะ จะมาเยือนแล้ว หากเราจะหยุดพัฒนาตัวเอง มันก็จะมีแต่ทรงกับทรุด

ขอขอบคุณ ชุลีพร ช่วงรั งษี